0

ฟันโยก เกิดจากกรรมพันธุ์ หรือ ทำเอง

ฟันโยก เกิดจากกรรมพันธุ์ หรือ ทำเอง


2019-11-15 17:49:50

ฟันโยก เกิดจากกรรมพันธุ์ หรือ ทำเอง

หลายครั้งที่มีคนไข้มาพบทันตแพทย์แล้วบอกว่า ต้องการถอนฟัน  พอหมอถามว่าฟันเป็นอะไรทำไมถึงต้องการถอน คนไข้ตอบกลับมาว่าฟันมันโยก  ปวดมากเลยกินข้าวไม่ได้มาหลายวันแล้ว แล้วคนไข้ก็บอกต่อว่า มันเป็นกรรมพันธุ์นะหมอ พ่อกับแม่ก็เป็นแบบนี้ ฟันโยกหลุดเกือบหมดปากละ พอได้ฟังดังนั้นหมอก็พยายามอธิบายถึงสาเหตุของการเกิดโรคให้คนไข้ฟังว่าไม่ได้เกิดจากกรรมพันธุ์นะ แต่เกิดจากการดูแลทำความสะอาดช่องปากที่ยังไม่ดีพอ  คนไข้ก็ทำหน้างง  ไม่เข้าใจ และอาจจะไม่เชื่อในทันที ตอนนี้เลยอยากมาอธิบายถึงสาเหตุที่แท้จริงของการที่ฟันโยกให้ทุกคนได้เข้าใจกัน

โดยปกติฟันทุกซี่จะฝังตัวอยู่ในกระดูกและปกคลุมด้วยเหงือกอยู่ชั้นนอกสุด สามารถดูส่วนประกอบและตำแหน่งของฟันได้ดังรูป  จากรูปเราจะสังเกตเห็นว่ากระดูกจะปกคลุมรากฟันจนถึงจุดที่ต่ำกว่ารอยต่อของตัวฟันและรากฟันประมาณ 2 มิลลิเมตร  แต่ถ้าคนไข้ไม่สามารถทำความสะอาดฟันได้ทั่วถึง   ตำแหน่งที่แปรงไม่ถึงจะเริ่มมีคราบจุลินทรีย์มาเกาะ และจะส่งผลให้เกิดเหงือกอักเสบ และถ้าปล่อยไว้นานจะเริ่มเกิดหินน้ำลาย ถ้ายังไม่มีการขูดหินน้ำลายโดยทันตแพทย์ออกจนหมด  ในหินน้ำลายซึ่งมีเชื้อโรคอยู่ มันจะค่อยๆปล่อยสารซึ่งเป็นพิษต่อกระดูกส่งผลทำให้กระดูกละลาย  ยิ่งกระดูกละลายมากเท่าไหร่ฟันก็จะโยกมากเท่านั้น ถ้าคนไข้นึกภาพไม่ออก ก็ลองจินตนาการถึงเสาบ้านที่ฝังในดิน ถ้าดินยุบหรือทรุดลงมาก  เสาบ้านก็ไม่มั่นคงแข็งแรง  โยกเอียงไปมา ส่วนเหงือกก็จะร่นลงไปด้วยตามกระดูกที่ละลาย ซึ่งสามารถเรียกอาการแบบนี้ว่า โรคปริทันต์อักเสบ

นอกจากนี้ยังมีโรคทางระบบบางโรคที่ส่งเสริมทำให้ความรุนแรงของฟันโยกมากขึ้น เช่น โรคเบาหวาน  ทั้งนี้นอกจากพบทันตแพทย์แล้ว ก็ยังต้องควบคุมโรคทางระบบกับแพทย์ควบคู่กันไปด้วย ส่วนฟันที่ได้รับอุบัติเหตุ เช่น โดนกระแทกอย่างแรง และส่งผลให้ฟันโยกนั้น ก็ต้องได้รับการตรวจอย่างละเอียดและพิจารณาให้การรักษาที่เหมาะสมต่อไป

จากที่ได้กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าสาเหตุของฟันโยกและหลุดนั้นไม่ได้เกิดจากกรรมพันธุ์เลย  หวังว่าคนไข้คงจะเข้าใจกันมากขึ้น เพราะฉะนั้น การแปรงฟันให้ถูกวิธีและทั่วถึง  รวมทั้งการทำความสะอาดซอกฟันด้วยไหมขัดฟันหรือแปรงซอกฟันนั้นเป็นวิธีการที่สำคัญมากในการที่จะถนอมฟันให้แข็งแรงและอยู่คู่กับเราไปนานๆ  ถึงเวลาที่ต้องใส่ใจเกี่ยวกับเรื่องนี้กันแล้ว!

ที่มา : http://www.info.dent.nu.ac.th/dentalHospital